วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

EMA 9 WMA 30 Trading setup

EMA 9 WMA 30 Trading setup


9 / 30 trading setup ที่คิดค้นโดย Mike Bruns ผู้ก้อตั้ง TradingNaked ซึ่ง Set up นี้น่าสนใจ จึงอยากจะมานำเสนอให้เพื่อนๆเทรดเดอร์ทราบกับ ไว้เป็นไอเดียในการเทรดต่อไป
Trading rules – 9 / 30 trading setups
Set up นี้ประกอบด้วย เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้น คือ 1. เส้นค่าเฉลี่ย EMA 9 วัน และ 2. เส้นค่าเฉลี่ย WMA 30 วัน

Long setup
  1. EMA 9 อยู่เหนือ WMA 30
  2. ราคาปิด ต่ำกว่า EMA 9 (หรือถ้าเทรดเดอร์ Conservative หน่อยอาจใช้ทั้งแท่งเทียนต่ำกว่า EMA9)
  3. วาง Buy stop ที่ High ของแท่งเทียนที่ปิดต่ำกว่า EMA9 (คือจะเปิด Long เมื่อราคาดีดตัวเหนือ High ของแท่งเทียนที่ปิดต่ำกว่า EMA9)

Short setup
  1. EMA 9 อยู่ต่ำกว่า WMA 30
  2. ราคาปิด สูงกว่า EMA 9 (หรือถ้าเทรดเดอร์ Conservative หน่อยอาจใช้ทั้งแท่งเทียนสูงกว่า EMA9)
  3. วาง Sell stop ที่ Low ของแท่งเทียนที่ปิดสูงกว่า EMA9 (คือจะเปิด Long เมื่อราคาดีดตัวเหนือ High ของแท่งเทียนที่ปิดต่ำกว่า EMA9)

ตัวอย่าง

Long: USD/AUD สังเกตช่วงที่เส้น EMA9 อยู่เหนือ WMA30 รอจังหวะที่ราคาลงมาปิดต่ำกว่าเส้น EMA9 และตั้ง Buy stop ที่ High ของแท่งดังกล่าว

Short: USD/AUD สังเกตช่วงที่เส้น EMA9 อยู่ต่ำกว่า WMA30 รอจังหวะที่ราคาลงมาปิดสูงกว่าเส้น EMA9 และตั้ง Sell stop ที่ Low ของแท่งดังกล่าว

ลองนำไปเป็นไอเดียในการเทรดกันดูนะครับ

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com

Bollinger bands (Squeeze)

Bollinger bands (Squeeze)


เป็น Trade setup ที่คิดค้นโดย John Bollinger ที่เป็นตัวผู้คิดเครื่องมือ Bollinger bands นี้เอง เลย

Bollinger bands ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น โดยเส้นกลางจะเป็นเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน ส่วนเส้นบนกับเส้นล่างหรือที่เรียกกันว่ากรอบบน และกรอบล่าง นั้นเป็นมาจากเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน + / - ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviations) หรือ 2 S.D. นั่นเอง

ใน Set up นี้จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Bandwidth ที่ไว้วัดความกว้างของกรอบ Bollinger bands
ซึ่งถ้า
- ค่า Bandwidth อ่อนตัวลงต่ำ หมายความว่า กรอบ Bollinger bands นั้นแคบ แสดงถึงความผันผวนต่ำ
- ค่า Bandwidth ปรับตัวขึ้นสูง หมายความว่า กรอบ Bollinger bands นั้นกว้าง แสดงถึงความผันผวนสูง

เงื่อนไขการเทรด
ฝั่ง Long
  1. รอช่วงที่ Bandwidth แตะจุดต่ำสุดในรอบ 120 วัน
  2. เปิด Long ในช่วงที่ราคาปิดเหนือกรอบบนของ Bollinger bands
            ฝั่ง Short
  1. รอช่วงที่ Bandwidth แตะจุดต่ำสุดในรอบ 120 วัน
  2. เปิด Short ในช่วงที่ราคาปิดต่ำกว่ากรอบล่างของ Bollinger bands


ตัวอย่าง USDJPY กับ Set up ในการเทรดรูปแบบนี้ โดยรอจังหวะที่ Bandwidth นั้นทำ Low ต่ำสุดในรอบ 120 วัน ซึ่งแสดงถึงราคาแกว่งตัวในกรอบแคบเตรียมที่ระเบิดขึ้นในอนาคตไม่ช้านี้ และเมื่อราคาขึ้นปิดเหนือกรอบ Bollinger bands ก็เป็นสัญญาณการเปิด Long ตาม เนื่องจากราคาได้เลือกทิศทางในฝั่งขึ้นแล้ว (ส่วน Short ก็ตรงกันข้าม)
ซึ่ง Set up นี้มีหลักการเดียวกันกลยุทธ์ Breakout แต่จะใช้เครื่องมือ Bollinger bands เป็นตัวหาจุดเข้าออก
ลองนำ Set up นี้ไปใช้กันดูนะครับ

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com

5 กิจกรรมนอกเหนือจากการเทรดที่จะช่วยเทรดให้ดีขึ้น

5 กิจกรรมนอกเหนือจากการเทรดที่จะช่วยเทรดให้ดีขึ้น


การที่เราจะพัฒนาทักษะการเทรดของเราให้ดีขึ้นนั้น เราไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าจอทั้งวันทั้งคืน การเทรดที่ดีที่สุดบางในบางครั้งนั้นคือ การไม่เทรด โดยในช่วงที่เราเกิดแพ้ติดต่อกันเกิดขึ้น เราก็ควรจะหยุดเทรดก่อน เพื่อรักษาอารมณ์ในการเทรดให้กลับมาเป็นปกติก่อน หรือในช่วงที่ราคาไม่เข้าเงื่อนไขของ Set up ของเราเลย เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนเทรด

โดยในช่วงที่ไม่ได้เทรดนั้น เราสามารถทำกิจกรรมอื่นที่นอกเหนือการเทรด ในบทความนี้จะนำเสนอ 5 กิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือจากการเทรด แต่ถือว่าเป็นกิจกรรมที่จะช่วยพัฒนา ร่ายกาย และ จิตใจ ของเทรดเดอร์ ให้มีประสิทธิภาพในการเทรดที่ดีขึ้น

  1. นั่งสมาธิ
            อันนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่เทรดเดอร์ว่า “จิตใจ” สำคัญต่อการเทรดแค่นั้น การนั่งสมาธิจะเป็นการฝึกจิต ทำให้จิตใจเรานิ่ง ไม่คิดฟุ้งซ่าน ขจัดความคิดที่ยุ่งเหยิงออกไปได้ ซึ่งสิ่งนี้สามารถนำไปเป็นประโยชน์ต่อการเทรดอย่างยิ่ง จะช่วยให้ควบคุมอารมณ์ของตัวเทรดเดอร์ไม่ให้ถูกการเคลื่อนไหวของตลาดนำพาไป

            ยิ่งในช่วง Panic เทรดเดอร์หลายคนจะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางครั้งอาจตกใจจนลืมไปหมดว่าต้องทำอะไร แต่ถ้าเทรดเดอร์มีสมาธิแล้วก็จะรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้


  1. เล่นกีฬา
            ฟังดูอ่านไม่ค่อยเกี่ยว แต่อย่าลืมว่าอาชีพเทรดเดอร์ก็เป็นอาชีพนึงที่ต้องใช้ร่างกายในการทำงาน ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการยืน การเดิน แต่เทรดเดอร์ใช้สายตา และความคิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องอาศัยร่างกายที่พร้อมอยู่เสมอเช่นเดียวกัน  หากเราป่วย ไม่สบาย สมองและความคิดของเราก็จะไม่เต็ม 100% การตัดสินจะแย่ลง การเทรดก็จะแย่ลงตามเช่นเดียวกัน ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างการเล่นกีฬานั้นถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เทรดเดอร์ควรทำ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายเอาไว้

            อีกทั้งกีฬายังคล้ายกับการเทรดอย่างหนึ่งคือ ทำให้เรารู้จักการแพ้ให้เป็น การแพ้เพียง 1 ครั้งไม่ได้บอกว่าเราแย่ อย่างการแข่งฟุตบอล ทีมที่เป็นแชมป์ก็ต้องมีการแพ้เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ขอให้ชนะมากกว่า ก็เพียงพอต่อการเป็นแชมป์แล้ว เช่นเดียวกับการเทรด การขาดทุนถือเป็นธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น แต่ขอให้โดยรวมแล้วเรากำไรก็เพียงพอแล้ว

  1. อ่านหนังสือ
        เป็นกิจกรรมที่สร้างความรู้ และคอยเป็นตัวเพิ่มสกิลให้เทรดเดอร์ได้อย่างดีเยี่ยม การเรียนรู้จากบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วนั้นจะเป็นตัวช่วยย่นระยะทางให้เราได้ไปถึงทางนั้นได้เร็วขึ้น ราวกับมีแผนที่คอยชี้ทางให้เราอยู่ตลอดเวลา

  1. ท่องเที่ยว
            การลืมการเทรดไปชั่วขณะหนึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้เราไม่คิดถึงเรื่องต่างๆที่จะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นไปแล้ว คิดแต่เรื่องสนุกๆ ได้ไปเจอสิ่งใหม่ๆ มันจะช่วยทำให้เมื่อเรากลับมาเทรดใหม่นั้น จิตใจเราเหมือนใหม่ ไม่มี Bias กับภาพเดิมๆ ช่วยวิเคราะห์การเทรดได้ดีขึ้น


  1. พูดคุยกับเทรดเดอร์
            แม้เราจะทำกำไรจากการเทรดสไตล์ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม การพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดการเทรดกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเช่นเดียวกัน ได้รู้แนวทางการเทรดรูปแบบอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป บางทีเราอาจจะได้กลยุทธ์ทำกำไรใหม่ในการเทรด เพื่อเป็นตัวเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตเราได้ด้วยเช่นกัน

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หาสินค้าในการเทรด

หาสินค้าในการเทรด

            เป็นอีกหนึ่งปัญหาของเทรดเดอร์หลายคนที่มีวิธีการเทรดที่ดีแล้ว แต่ไม่สามารถหาสินค้าเทรดได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าสินค้าใดจะเข้าเงื่อนไขของที่เทรดเดอร์กำหนดไว้ การเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับวิธีการเทรดของเรา เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เทรดเดอร์ได้กำไรจากการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
วัฏจักรของตลาด
            การเคลื่อนไหวของตลาดนั้นแตกต่างกันไป แต่วัฏจักรที่เกิดขึ้นของทุกตลาดนั้นต้องมีเหมือนกันคือ ประกอบด้วยช่วงแกว่งตัว (Ranging) และช่วงเป็นแนวโน้ม (Trend) เราสามารถลงรายละเอียดได้ดังภาพด้านล่างนี้

            ในแต่ละช่วง (แต่ละวงกลม) สามารถเกิดขึ้นได้ภาพในไม่กี่ชั่วโมง , หรือเป็นวัน , หรือสัปดาห์ และส่วนมากใน 1 กลยุทธ์ของเทรดเดอร์แต่ละคนนั้น จะทำงานได้ดีในช่วงในช่วงหนึ่งเท่านั้น เช่น Range strategies ทำงานได้ดีในช่วง Ranging , Momentum strategies ทำงานได้ดีในช่วงเป็น Trend และ Reversal system ทำงานได้ดีในช่วงกำลังเปลี่ยนแนวโน้ม
            การเลือกเทรดในตลาดที่เหมาะสมกับเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนการเลือกสินค้าที่จะเทรดนั้น เราต้องมองภาพกว้างของแต่ละตลาดว่าเป็นลักษณะใด โดยใช้การทำ Watchlist ในการหาสินค้านั้นๆ

เข้าใจเงื่อนไขตลาดที่เหมาะสมกับกลยุทธ์
            สมมติกลยุทธ์ของเทรดเดอร์ที่ใช้เป็นลักษณะ Reversal system ก็ควรหาสภาพตลาดที่เป็นลักษณะกำลังกลับตัว ไม่เทรดในตลาดที่เป็น Ranging หรือ Breakout อะไรพวกนี้ แยกแยะลักษณะออกไปว่าในแต่ละเงื่อนไขนั้นเหมาะสมกับกลยุทธ์ที่ใช้
ลักษณะตลาดที่ไม่เทรดลักษณะตลาดที่เทรด
Rangingผันผวนปานกลาง
Breakoutโมเมนตัมเริ่มอ่อนตัว
V tops/bottoms
ผันผวนสูง
คัดเลือกสินค้าในการเทรด
            อย่างแรกคือนำสินค้าที่เราสามารถเทรดได้ หรือสินค้าที่เราสนใจทั้งหมดมาใส่รวมกัน สมมติมี 25 ตัว ประกอบด้วย คู่สกุลเงิน , สินค้าโภคภัณฑ์ , ดัชนี โดยในทุกสัปดาห์ควรจะคัดสินค้าที่เหมาะสมกับกลยุทธ์หลักของเรา ขั้นแรกตัดสภาพตลาดที่เป็น Ranging และ High volatility ซึ่งในการคัดเลือกนี้จะสามารถตัดสินค้าที่เราเหมาะสมกับกลยุทธ์ของเทรดเดอร์ถึง 30-40% และขั้นถัดมา เพิ่มรายละเอียดลงมา คือ ช่วงที่โมเมนตัมเริ่มอ่อนตัว เราก็จะเหลือสินค้าที่อยู่ใน Watchlist เราประมาณ 4-5 ตัว และค่อยมาหาสัญญาณการเทรดอีกครั้งหนึ่ง

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com

ความจริงเกี่ยวกับการเทรด

ความจริงเกี่ยวกับการเทรด

            ในโลกการเทรดนั้นประกอบด้วยคำพูดเชิงทฤษฎี เชิงเพ้อฝัน ไกลจากความเป็นจริง ในการเทรดจริงนั้นมีแต่คนที่เคยเทรดจริงๆนั้นที่รู้ดีว่า อะไรเป็น อะไร เทรดเดอร์ต้องเจอสถานการณ์อะไรบ้าง สิ่งที่ใดที่ทำให้เทรดเดอร์นั้นสำเร็จ และสิ่งที่ที่จะเป็นตัวทำลายเทรดเดอร์ สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือสิ่งที่รวบรวมจากเทรดเดอร์ที่ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าเกิดขึ้นจริงการเทรด ไม่ใช่ทฤษฎี
  1. ถ้าเป้าหมายการทำกำไรของคุณต่ำกว่า 5pips คุณจะโดนค่า Commissions และ Spread กิน
  2. วิธีระบายความเครียดจากความกดดันในการเทรดคือ กีฬา , การดื่ม , วาดภาพ หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ
  3. การหา Mentor ที่ดีนั้นจะช่วยให้คุณเก่งไวขึ้น
  4. หาสไตล์การเทรดที่เหมาะสมกับคุณลักษณะของคุณและวิธีชีวิตของคุณ
  5. อย่าเทรดเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน
  6. การ Overtrade เป็นหายนะ
  7. เมื่อคุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับการพลาดโอกาสการเทรด เป็นสัญญาณว่าคุณเข้าสู่ช่วงที่เทรดกำไร
  8. ในช่วงประกาศข่าวไม่ควรเทรด รอตลาดเฉลยก่อนที่จะเข้าไปเทรด
  9. รอให้ราคาสร้างรูปแบบก่อนค่อยเข้าไปเทรด
  10. อย่าเปลี่ยนระบบเทรดบ่อย แต่ใช้การปรับปรุงระบบที่คุณเลือก
  11. อย่าใช้ Leverage มากเกิน
  12. เป็นไปได้ที่พอร์ตเล็กจะโตเป็นพอร์ตใหญ่ แต่อย่าไปคาดหวังว่ามันจะโตเพียงช่วงข้ามคืน
  13. การเทรดบางทีก็เร็ว บางทีก็ช้า บางทีก็อาจไม่ได้เข้าเลย
  14. ความเสี่ยงต่อการเทรดนั้นขึ้นอยู่กับความผันผวน และระดับจิตวิทยาที่คุณรับได้
  15. ต้องรู้ว่าคุณเทรดไปเพื่ออะไร
  16. Daytrade ไม่ได้ง่ายกว่า Swingtrade และ Swingtrade ก็ไม่ง่ายกว่า Daytrade เช่นกัน ทั้ง 2 สไตล์กาเทรดนี้ใช้ทักษะ , ความสามารถ , วิธีการ ที่ไม่เหมือนกัน
  17. ถามตัวเองว่า ชอบการเทรดจริงๆหรือเปล่า ถ้าใช่อยู่ต่อ ถ้าไม่ใช่ ไปทำอย่างอื่นซะ
  18. No pain , no gain (ถ้าไม่รู้จักเจ็บก็จะไม่รู้จักคำว่าเติบโต)
  19. การฟังเพลงในขณะเทรดเป็นสิ่งที่ดี เหมือนกันการฟังเพลงในรถ ถ้าเป็นเพลงหนักๆ รุนแรง คุณก็จะเหยียบคันเร่งมากกว่าขณะฟังเพลงนุ่มๆ สบายๆ การเทรดก็เช่นกัน
  20. ต้องมี Trading journal และทบทวน ทบทวน ทบทวน
  21. ขยัน เรียนรู้ให้มาก และสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง
  22. ที่บอกว่าอย่าเปลี่ยนระบบเทรด นั่นจริงเพียงบางส่วน ก่อนจะได้ระบบเทรดที่ใช้นั้นควรศึกษากลยุทธ์ต่างๆ ให้หมด เพื่อหาว่าสิ่งใดเหมาะกับคุณ
  23. การนั่งจ้องหน้าจอไม่ได้ช่วยให้คุณพัฒนาขึ้นเลย การทบทวนบันทึกการเทรดต่างหากที่ทำให้คุณพัฒนาขึ้น
  24. เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องฉลาดเป็นกรด แต่ขอแค่มีจิตวิทยาในการเทรดที่ดีก็เพียงพอแล้ว
  25. อย่าไปโฟกัสที่เงิน โฟกัสที่วิธีการ
  26. อย่าไปกำไรขาดทุนในระหว่างการเทรด
  27. ถ้ามีหนังสือเทรด 2 เล่มให้คุณอ่าน 2 เล่มนั้นควรเป็น Diary Of A Professional Commodity Trader ที่เขียนโดย Peter Brandt และ Pitbull เขียนโดย Marty Schwartz 
  28. เทรดตามแนวโน้มไม่ได้ง่ายไปกว่าเทรดสวนแนวโน้มเลย
  29. ถ้าจะจ่ายเงินค่าเรียนเกี่ยวกับการเทรด ควรแยกระหว่างเทรดเดอร์ตัวจริงกับตัวปลอมให้ออก
  30. การเป็น Fulltime trader นั้นเป็นต้องเผชิญกับช่วงเวลาดี ๆ และ ร้าย ๆ บ่อยมาก
  31. พยายามให้อาหารสมองและอาการกายที่ดี
  32. Twitter เป็นแหล่งของมูลที่ดีในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเทรด พวกเวปบอร์ดต่าง ๆ 95% มักเป็นข้อมูลขยะ
  33. เช่นเดียวกับ Youtube ที่มีทั้งดีและไม่ดี หน้าที่เราคือต้องแยกแยะมันให้ออก
  34. ทำการวางแผนการเทรดให้เป็นนิสัย
  35. เรียนรู้พวกพื้นฐานและรูปแบบราคาหลักๆ เช่น H&S , Wedges , Triangles เป็นต้น
  36. ไม่ต้องหา Tops หรือ Bottoms เพียงแต่จับจังหวะการเคลื่อนไหวระหว่างทาง
  37. เชื่อมั่นใจความสามารถของตัวเองและกลยุทธ์ที่ใช้

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com

การวิเคราะห์ Order

การวิเคราะห์ Order

            การเทรดที่ดีคือหาข้อได้เปรียบในการเทรดให้มีมากที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธีการเทรด Technical หรือ Fundamental เราไม่ควรต้องแยกว่าถ้าเป็นนักเทคนิค จะไม่ต้องไปดูพื้นฐาน แต่เราควรใช้ 2 ทางนี้เพื่อสร้างกำไรแก่ตัวเราเองให้มากที่สุด
            ในบทความนี้จะกล่าวถึงการวิเคราะห์ Order การเปิด Position ของนักลงทุน ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการเทรดเพื่อสร้างโอกาสการทำกำไรได้เช่นกัน

Open position ratios
            ใน Website ของ OANDA ซึ่งให้บริเวณข้อมูลด้านนี้ โดยใน Website จะแสดง Forex open positions rations ของคู่สกุลเงินต่างๆ ที่ลูกค้าของทาง Broker นั้นที่เปิดสถานะอะไรไว้บ้าง ถึงแม้ OANDA จะให้ข้อมูลของลูกค้าในโบรกของเขาเพียงแหล่งเดียว แต่เนื่องจากโบรก OANDA เป็นโบรกขนาดใหญ่ สามารถนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์แทนตลาดโดยรวมได้

      ในการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ คือเราสามารถใช้ข้อมูลนี้แทน Indicator ตัวหนึ่งได้เลย โดยใช้หลักการที่ว่านักลงทุนส่วนมากมักคาดการณ์ผิด โดยจะเปิดสถานะตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ เช่นถ้าเห็นว่า EURGBP เทรดเดอร์ส่วนมากถือ Short เป็นจำนวนมาก คิดเป็น 64.48 % เมื่อเทียบกับปริมาณฝั่ง Long ที่มีเพียง 35.52% ซึ่งเทรดเดอร์สามารถนำข้อมูลนี้ไปพิจารณาในการเปิดสถานะ Short
            วิธีการนี้ไม่เหมาะสำหรับ Short-term trading เนื่องจากเป็นข้อมูลเชิงพื้นฐานต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของตลาด ให้เป็นไปตามพื้นฐาน
แต่! หลักการนี้ไม่ได้สามารถใช้กับทุกตลาด
            สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักเลยคือ หลักการนี้ไม่สามารถใช้ได้กับทุกตลาด โดยเฉพาะ ราคาทองคำ หรือพวกสกุลเงินที่ใช้นโยบายการเงินในประเทศหนุนหลัง
OANDA Order book
            อีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจคือ OANDA Order book สามารถใช้หาข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาด ผ่านทางการดู Order ที่เปิดของคนส่วนมาก โดยมักจะสังเกตได้ว่าคนส่วนมากมักเปิด Order ไว้ที่บริเวณ Round number (เลขกลมๆ) ซึ่งสามารถใช้บริเวณนี้เป็นแนวรับ / แนวต้าน ในการเทรดได้เช่นกัน

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com

กฎ 4ข้อสำหรั บการหาจุดกลับตัว

กฎ 4ข้อสำหรั บการหาจุดกลับตัว

#1 แนวรับ แนวต้าน เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
            เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนมากมักติดกับดักตรงนี้ ตรงมักซื้อ/ขายในบริเวณแนวรับแนวต้าน เนื่องจากตามตำรา หรือในกูรูต่างๆ ชอบโชว์ความหัศจรรย์ของแนวแนวต้านเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริงส่วนมากจะเจอการทะลุหลอกเป็นส่วนใหญ่ การเปิดออเดอร์ก่อนราคาถึงแนวรับแนวต้านนั้นคล้ายกับการเก็บเหรียญ 5 บาทหน้ารถสิบล้ออะไรประมาณนี้ ซึ่งการใช้เพียงเครื่องมือเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอต่อการหาจุดกลับตัว
#2 รอการยืนยันก่อน
            ไม่ควรทำนายราคา แต่ควรให้ตลาดเฉลยทิศทางที่จะไปดีกว่า เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ราคาในอนาคตของตลาดได้อยู่แล้ว และไม่สามารถเข้าที่จุด High และจุด Low หน้าที่ของเทรดเดอร์เพียงแค่เกาะช่วงกลางของแนวโน้มก็สามารถทำกำไรในตลาดได้แล้ว การรอจนกว่าราคาจะยืนยันการกลับตัวจะปลอดภัยกว่า
#3 ความแข็งแกร่งของแรงซื้อ
            สังเกตุช่วงราคาที่มีแรงซื้อกลับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง จะเป็นบริเวณแนวรับที่แข็งแกร่งเช่นกัน และมีโอกาสเป็นจุดกลับตัวสูง การพิจารณาความแข็งแกร่งของแรงซื้อก็จะช่วยให้เทรดเดอร์สร้างโอกาสในการเทรดได้เช่นกัน
#4 ความชันของราคา
            เมื่อราคาจะกลับตัวนั้น โมเมนตัมของราคาจะอยู่ในช่วงอ่อนแรงลง ซึ่งสามารถดูได้จากความชันของการเคลื่อนไหวของราคา ในช่วงที่ชันมาก แสดงถึงโมเมนตัมสูง และในช่วงที่ความชันต่ำ แสดงถึงโมเมนตัมการเคลื่อนไหวของราคาที่ต่ำลง คล้ายกับรถที่รถความเร็วในการเคลื่อนไหว

ทีมงาน : forexbrokersthailand.com